ตั้งเป้าหมาย 10 ข้อทันที

แผนการตลาด6

ความสำเร็จในการขายเป็นสิ่งที่ไม่ได้มาโดยง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะทำ โลกเราเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน การขายก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนในเข้ากับยุคสมัย และยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะนำคุณสู่ความสำเร็จในการขาย

  1. ตามโลกให้ทัน

การเปลี่ยนแปลงของตลาด เศรษฐกิจ การสื่อสารและเทคโนโลยีล้วนส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของลูกค้าทั้งสิ้นการพัฒนาทางอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้นพนักงานขายที่ดีจำเป็นต้องปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อให้ทันกับแนวโน้มของตลาด ทันกับความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้า

  1. พัฒนาการขายอยู่เสมอ

คุณสามารถพัฒนาการขายได้โดย ขายสิ่งที่เหมาะสม ให้กับคนที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม รวมไปถึงการพัฒนาความคิดของคุณให้แตกต่างอยู่เสมอ ในกรณีที่วิธีที่หนึ่งไม่ได้ผล คุณจำเป็นต้องคิดหาวิธีอื่นเตรียมไว้ด้วย

  1. ปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ

ความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ แรงจูงใจ และความกระตือรือร้น เป็นคุณสมบัติที่จะช่วยให้คุณบรรลุจุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ ก็ไม่ควรละเลยปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความอดทน การเป็นผู้ฟังที่ดี และมีทักษะในการถามคำถาม เป็นเรื่องปกติที่พนักงานขายจะทำผิดพลาด จงเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น เพื่อทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลงในครั้งต่อๆ ไป

  1. สร้างการขายในแบบฉบับของคุณเอง

คุณจำเป็นต้องหารูปแบบเฉพาะตัวในการขาย เมื่อคุณรู้บทบาทของตัวคุณเอง เข้าใจเป้าหมายของบริษัท และรู้จักตลาด คุณจะสร้างโอกาสในการใช้ทักษะของคุณได้ดี การมีรูปแบบการขายในแบบฉบับของตนเองจะทำให้คุณสามารถปรับตัวเข้าสู่บทบาทของพนักงานขายได้ง่ายขึ้น

  1. สร้างพันธมิตร

มีหลายบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับคุณ เป็นเรื่องยากที่ลูกค้าจะจำแนกความแตกต่างของแต่ละบริษัทได้ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการขาย

  1. เป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง และมีความรับผิดชอบ

พนักงานขายที่ดีจะมองสถานการณ์ตามความเป็นจริง และรับผิดชอบในส่วนของตนเองในการจัดการกระบวนการขาย ความรับผิดชอบจะทำให้คุณมีโอกาสสูงสุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้าและบริษัท

  1. บริหารเวลา เป้าหมาย และตัวเองให้ดี

การทำงานอย่างมีระบบ มีความยืดหยุ่น และมีวินัย จะช่วยให้คุณจัดการตัวเองได้ดี อย่างไรก็ตามคุณจำเป็นต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ในการขายของบริษัทเสียก่อน แล้วจึงบริหารจัดการสิ่งต่างๆ และตัวคุณเองให้สามารถขายได้ตามเป้า หรือสูงกว่าเป้าที่ตกลงกันไว้ การบริหารเวลาที่ดีจะช่วยให้คุณทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน และยังตัดสินใจได้ว่าควรจะให้เวลากับลูกค้าคนไหน และใครที่ควรจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย

  1. มีทัศนคติเชิงบวก

การมีทัศนคติเชิงบวกจะช่วยรักษาระดับแรงจูงใจในตัวคุณเอาไว้ บางครั้งงานขายเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่บางครั้งกลับกลายเป็นความผิดหวังคนที่มีทัศนคติเชิงบวกจะสนุกกับการขายมากกว่าคาดหวังว่าต้องขายให้ได้ และแม้ว่าบ่อยครั้งคุณรู้สึกไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการขายแต่การมีทัศนคติเชิงบวกจะทำให้คุณมีความพยายามมากขึ้น

  1. มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร

การพัฒนาทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์จะทำให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย และคุณจะสื่อสารกับเขาได้ง่ายขึ้น การสบสายตาและเอาใจใส่ในภาษาท่าทางของลูกค้า จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์การขายของคุณได้ดี

  1. มีความสามารถในการโน้มน้าวใจ

หนึ่งในคุณสมบัติของพนักงานขายที่ดีคือความสามารถในการโน้มน้าวใจ ซึ่งประกอบด้วย

  • การเข้าใจความต้องการของลูกค้า
  • การสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้าที่คุณกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย
  • การทำตัวให้พร้อมเสมอสำหรับลูกค้า
  • ความเสมอต้นเสมอปลายและความสามารถในการตัดสินใจ
  • การจูงใจให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าของคุณมีคุณค่า
  • การทำให้ลูกค้าต้องการสินค้าของคุณมากเท่ากับที่คุณต้องการขายสินค้าให้เขา

8 เคล็ดลับ 10 ประการ สู่ความสำเร็จในการขาย

Touchscreen with Flyplan

นักขายในกุล่มบนสุด 20 เปอร์เซ็นต์ ทำรายได้ 80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด จากการขาย นักขายในกลุ่มบนสุด 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำรายได้มากกว่านั้น เป้าหมายของคุณคือ การก้าวขึ้นเป็นนักขายที่ทำรายได้สูงสุด และเก่งกาจมากที่สุดในสาขาอาชีพของคุณ

สูตรสำเร็จสำหรับเป้าหมาย

สูตรสำเร็จ 7 ขั้นตอนง่ายๆ ต่อไปนี้ใช้สำหรับการกำหนดและบรรลุเป้าหมาย มีดังนี้

  1. ตัดสินใจอย่างแน่นอนว่า คุณต้องการอะไร หากคุณต้องการเพิ่มรายได้ ให้เฉพาะเจาะจงว่า คุณต้องการรายได้เป็นจำนวนเงินที่แน่นอนเท่าไหร่
  2. เขียนลงไปว่า เป้าหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเพียงความเพ้อฝัน มันไม่มีอำนาจหรือพลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง เปรียบเสมือนกระสุนที่ไม่มีดินปืน หรือควันบุหรี่ในอากาศ
  3. กำหนดเส้นตายให้เป้าหมาย จิตใต้สำนึกของคุณรักเส้นใต้ที่ต้องการ ระบบการบีบบังคับ เพื่อปลดปล่อยพลังออกมา
  4. เขียนรายการทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่คุณคิดได้ คุณจำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของคุณ เมื่อคุณคิดกิจกรรมใหม่ๆได้ ก็ให้เพิ่มลงไปในรายการ
  5. จัดระเบียบเรียงรายการตามลำดับและความสำคัญก่อนหลัง เมื่อคุณจัดโครงการตามลำดับ คุณจะตัดสินใจว่า ต้องทำสิ่งใดก่อนหลัง คุณต้องวิเคราะห์ว่าสิ่งใดมาเป็นสิ่งแรก
  6. ลงมือปฏิบัติตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เหตุผลเบื้องต้นที่ผู้คนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ก็เพราะพวกเขาเป็นพวกมุ่งปฏิบัติ
  7. ทำบางสิ่งบางอย่างทุกวัน ที่เคลื่อนตัวคุณไปสู่เป้าหมายที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอะไรในตอนนั้นให้ทำตลอด 365 วัน เพื่อไปสู่เป้าหมายของคุณทุกวันให้กลายเป็นเรื่องปกติและธรรมชาติ

วิธีการสร้างความไว้ใจ

business_growth

ความไว้วางใจ หมายถึง ความตั้งใจกระทำต่อผู้อื่นบนพื้นฐานความคาดหวังเชิงบวกที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคล ภายใต้เงื่อนไขของความเสี่ยงและการพึ่งพากัน (Mayer, Davis, & Schoorman, 1995) ความไว้วางใจ ในที่ทำงานมีอยู่สองรูปแบบ คือ ความตั้งใจต่อความไว้วางใจและความเปิดเผยต่อผู้อื่น (Gillespie & Dober, 2003) ความไว้วางใจเป็นทั้งความเชื่อ (belief) การตัดสินใจ (decision)และการกระทำ (action) (Dietz, Hartog, & Deanne, 2006)

Rotter (1971) ได้ให้ความหมายความไว้วางใจว่า เป็นความคาดหวังต่อบุคคลเป็นที่น่าเชื่อถือทั้งด้านคำพูด การกระทำ คำมั่นสัญญา จากการเขียนหรือใช้ข้อความของบุคคลหรือกลุ่มซึ่งจะสามารถทำให้เกิดความไว้วางใจ

Golembiewski and McConkie (1975) นิยามความหมายของความไว้วางใจว่า ความไว้วางใจแสดงถึงความพึ่งพาอาศัยกันหรือความมั่นใจในบางสถานการณ์ ความไว้วางใจสะท้อนให้เห็นความคาดหวังผลลัพธ์ทางบวก ความไว้วางใจแสดงถึง ความเสี่ยงบางประการต่อความคาดหวังของสิ่งที่ได้รับและความไว้วางใจแสดงถึง บางระดับของความไม่แน่นอนต่อผลลัพธ์

Cook and Wall (1980) กล่าวว่าความไว้วางใจเป็นความเชื่อมั่นต่อเจตนาของเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร รวมทั้งความมั่นใจในความสามารถของเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร

McAllister (1995) ให้ความหมายของความไว้วางใจว่า เป็นสิ่งที่บุคคลมีความมั่นใจและตั้งใจที่จะกระทำการที่อยู่บนพื้นฐานของคำพูด การกระทำ และการตัดสินใจ ของบุคคลอื่น

Mishra (1996) ได้ให้ความหมายความไว้วางใจไว้ว่า เป็นความเต็มใจของบุคคลที่มีความมั่นคงต่อบุคคลอื่น โดยมีความเชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความเปิดเผย ให้ความสนใจห่วงใย และให้ความน่าเชื่อถือ

Robinson (1996) ได้ให้ความหมายความไว้วางใจว่า ความไว้วางใจเป็นความคาดหวังในทางบวก ต่อบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือการตัดสินใจที่จะกระทำตามสมควรแล้วแต่โอกาส

Whitney (1996) ได้กล่าวถึงความไว้วางใจว่า หมายถึง ความเชื่อ ความมั่นใจในความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ และความยุติธรรมในบุคคลหรือสิ่งใด ๆ

Marshall (2000) ได้ให้ความหมายความไว้วางใจว่า ความไว้วางใจเป็นผลสะท้อนที่เกิดจากความเชื่อมั่น ความซื่อสัตย์ ของบุคลที่มีต่อลักษณะและความสามารถของบุคคลอื่น

จากการประมวลคำนิยามของนักวิชาการต่าง ๆ ผู้วิจัยเห็นว่า ความไว้วางใจ หมายถึง ความรู้สึกและการกระทำ (แสดงออก) ของบุคคลที่แสดงถึงความมั่นใจ ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนต่อบุคคล (ผู้บังคับบัญชา) และองค์การ

ไอเดียใหม่ในการขายเชิงรุก

การตลาด7

การที่จะมาเป็นนักขายที่เก่งกาจสามารถได้นั้น พื้นฐานสำคัญก็คือ ต้องสู้ บนเงื่อนไขที่ว่า สู้อย่างรู้เทคนิคและมียุทธวิธี ในการขายเชิงรุก ทั้งนี้ เพื่อให้ผลผลิตทางยอดขายเป็นไปอย่างโลดแล่นชนิดหายห่วงด้วยฝีมือของยอดนักขายมือโปรหรือมืออาชีพ

การบริหารเชิงรุกเน้นการปฏิบัติ 4 ข้อ ดังนี้

  1. การวางแผน ทำอะไร ทำไม อย่างไร เมื่อใด  ที่ไหน  ใครทำ  ใช้ทรัพยากรอะไร
  2. การเน้นผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลาง
  3. จิตสำนึกในการบริการ หรือ การบริการด้วยหัวใจ
  4. ทักษะ ความรวดเร็ว ความชัดเจน และความทันสมัยในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ซึ่งจากการยึดหลักทั้งสี่ข้อนี้จะทำให้ผู้ให้บริการทำไปปฏิบัติและเกิดเป็นทักษะในการให้การบริการแก่ผู้ใช้สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดได้ และสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ตลอดไป

ทำความรู้จักกับจิตใจของมนุษย์

การตลาด5

จิต หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ที่นึกถึงความคิดการทำงานของจิตใจเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับจิตสำนึกซึ่งมีอยู่ 4 ระดับ คือ

  1. จิตสำนึก

คือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมาดูโลก ถูกบันทึกไว้ในสำนึก และมีเพียง 10% เท่านั้นที่เราสามารถจำได้ การทำงานของสำนึก มีกฎอยู่ 2 ข้อ คือ

1.1. กฎแห่งอิสระภาพ คือมันสามารถคิดอะไรก็ได้ อย่างอิสระ เช่นมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน

1.2. กฎของการเลือก จิตใจสามารถเลือกสิ่งที่มันชอบได้ และจะสนใจเฉพาะสิ่งนั้น ซึ่งมันจะทำงานเหมือนกับตรรกะ คือมีเหตุมีผล

  1. จิตใต้สำนึก

มันอยู่ลึกกว่าจิตสำนึก แต่อาจจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนในบางครั้ง เช่นในขณะที่เรากำลังอาบน้ำ ผ่อนคลาย หรือขับรถอยู่บนถนนเปลี่ยวโดยลำพัง เราอาจคิดว่า เราเคยเห็นอะไรหรือเคยทำอะไรมาก่อน

การเปลี่ยนจิตใต้สำนึก

บางครั้งจิตใต้สำนึก สามารถทำให้เราทำในสิ่งที่จิตสำนึกไม่อยากจะทำ บัดนี้เราได้ค้นพบว่า การฝึกสมาธิเป็นการขจัดความโกรธ ซึ่งได้ผลดี เป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำไมเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้ อะไรเกิดขึ้น? จิตสำนึก ต้องการที่จะควบคุมให้ได้ แต่สิ่งที่สะสมไว้ในจิตใต้สำนึกนั้น มันตรงกันข้าม ดังนั้นจิตใต้สำนึกทำให้เราโมโห จิตใต้สำนึก เป็นแหล่งที่มีพลังมาก ซึ่งมันถูกควบคุมโดยกฎ 2 ข้อ คือ

  1. กฎของการยอมรับ มันจะยอมรับทุกอย่างที่เราพูด มันเหมือนกับบ่าวที่เชื่อง ไม่เคยเถียง
  2. กฎแห่งสัจจะ มันจะเก็บทุกอย่างไว้ จิตใต้สำนึกมันจะไม่คิด ไม่เถียง ไม่ต้องมีตรรกะ (เหตุผล) แล้วมันทำอะไร มันทำงานที่ทุกอย่างจะถูกพิมพ์ไว้ในจิตใต้สำนึก และทำงานคล้ายบ่าวที่เชื่อง ถ้าต้องการเปลี่ยนจิตใต้สำนึก เราต้องติดต่อกับมัน โดยผ่านสภาวะที่ผ่อนคลายและสมาธิ เราจะเข้าไปพิมพ์ทุกสิ่งที่คิด พูด จะถูกพิมพ์ไว้ ถ้าเราไม่เข้าใจกฎนี้ เราจะพิมพ์สิ่งที่ผิดๆ เข้าไปในจิตใต้สำนึก มีตัวอย่าง

– มีชายหนุ่มคนหนึ่งเขาต้องการเป็นเศรษฐี เขาต้องการอยู่ท่ามกลางเงินสด ต่อมาเขาได้เป็นพนักงานเก็บเงินในธนาคาร

– หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร กล่าวว่าฉันต้องการเล่นกับเด็กๆ และอยู่ร่วมกับพวกเขา ต่อมาเธอได้เป็นครู

ทั้งหมดนี้เป็นคำอธิบายที่เกี่ยวกับจิตสำนึกที่ถูกพิมพ์โดยคำพูด และในอนาคตก็ส่งผลให้เป็นจริงขึ้นมาได้ จิตสำนึกจะไม่เข้าใจ ภาษาที่ซับซ้อน มันคล้ายๆ กับแรงงานที่ไร้การศึกษา พูดคำง่ายๆ และเป็นไปในทางบวก

  1. จิตไร้สำนึก

จะอยู่ลึกกว่าจิตใต้สำนึก จะไม่แสดงออกเป็นสำนึก แต่จะเป็นเรื่องราวของอดีตชาติ จิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก จะควบคุมจิตสำนึก บ่อยครั้งเรามีประสบการณ์ว่า เราต้องกระทำบางสิ่ง แต่เราไม่สามารถทำได้ ซึ่งเกิดจากจิตใต้สำนึก ที่ดึงเรากลับ จากการเดินไปข้างหน้า ดังเช่น บางคนไม่เคยตื่นตอนตี 4 แต่มีวันหนึ่งจำเป็นต้องตื่นเพื่อให้ทันรถไฟ หรือเที่ยวบิน เขาปลุก นาฬิกา ตี 3 แต่เขากลับตื่นสาย อะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่นาฬิกาก็ปลุก แต่เขาปิดมันและนอนต่อ นี่เป็น เพราะอิทธิพลของ จิตใต้สำนึก นั้นเอง

  1. จิตเหนือสำนึก

เป็นชั้นที่อยู่ลึกที่สุด ไม่มีขีดจำกัด และมีการสร้างที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันคล้ายๆ กับการหลับไหล ของนางฟ้าจิต เหนือสำนึก จะไม่ถูกปลุกได้โดยง่าย มีเพียงแค่ 1% เท่านั้นที่จะปลุกได้ ในขณะที่ 99% ของจิตสำนึกและจิตสลบถูกปลุกได้ มีน้อยคนที่จะปลุกจิตเหนือสำนึกได้ ดังเช่น คานธี บราห์มาบาบา ในการฝึกสมาธิที่ลึก ๆ จนสามารถลืมร่างกายทั้งหมด ซึ่งไม่ง่าย แต่ถ้าฝึกเป็นประจำ เราจะสามารถอยู่เหนือจิตและโลกได้

ขั้นตอนในการฝึก ถ้าเราต้องการจัดการกับสภาพจิตใจอย่างเหมาะสม ต้องอาศัย ความเข้าใจใน 4 ขั้นตอนคือ

  1. การตระหนักรู้ ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความตระหนักรู้ เราจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก มีคำกล่าว ว่า “จับความคิดของท่านก่อน ที่มันจะกลายเป็นความรู้สึก และจับความรู้สึกของท่านก่อนที่มันจะกลายเป็นอารมณ์” การที่จะจับความคิดได้ ต้องมีการฝึกฝน
  2. ความเข้าใจ คือการเข้าใจว่าความเป็นจริงอะไรเกิดขึ้น เช่น ทำไมฉันต้องอิจฉาคนนั้น รู้สึกมีช่องว่าง มีความโกรธ รู้สึกไม่ปลอดภัย ฯลฯ ถ้าเราเข้าใจ เราสามารถเข้าไปแก้ตรงรากฐาน
  3. การวิเคราะห์ ให้วิเคราะห์ว่า ทำไมฉันจึงรู้สึกในทางลบ
  4. การยอมรับ เป็นการยอมรับ ที่มีเพียงไม่กี่คนที่จะยอมรับสิ่งที่เป็นลบได้ ดังนั้นถ้าฉันถามบางคนว่า เขาต้องการเปลี่ยน และจัดการกับ สภาพจิตใจ ของเขาไหม เขามักจะตอบว่า “ไม่” ทั้งที่ความเป็นจริง เรามีความจำเป็น ที่จะต้องจัดการ กับสภาพจิตใจ ของเรา เพื่อที่จะให้อยู่ใน สภาวะที่สมบูรณ์ เราจำเป็นต้อง ตระหนักรู้ เพื่อที่จะฝึกฝน ต่อไป เราจะต้องให้ ตัวเองได้อยู่ใน โลกปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ควรปล่อยตัวเอง อยู่ในอดีต และอนาคตมากเกินไป เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง มีคำกล่าวว่า อดีตเหมือนกับ เช็คที่ถูก ยกเลิก และอนาคตเหมือนกับ บันทึกสัญญา ที่เอาไปเบิกเป็นเงินไม่ได้ ดังนั้นปัจจุบันคือ เงินสดที่คุณ ต้องใช้มัน อย่างฉลาด มีคำกล่าวที่สวยงามว่า อดีตเป็นประวัติศาสตร์ อนาคตเป็นความลึกลับ และปัจจุบันเป็นของขวัญ

สิ่งสำคัญคือให้เข้าใจและรู้สึกว่า ฉันเป็นหนึ่งในโลกที่มีแนวคิดเชิงบวก ฉันจะใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าสิ่งที่อยู่ข้างนอก เราสามารถพักจิตใจของเรา แม้นแต่การนอนหลับก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการพักผ่อนที่แท้จริง ถ้าจิตยังทำงานอยู่ เราต้องทำจิตของเราให้นิ่ง เอาใจใส่ต่อความคิด และไม่แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบกับเหตุการณ์ที่เราเห็น สายตาของเรา ต้องเหมือนกับ กล้องถ่ายภาพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความคิด ต้องมีความสมดุล เราจะรู้สึกสงบ และมีความสุขในชีวิต

วางแผนการเดินทางและเส้นทางเดิน

แผนการตลาด20
  • ถ้าเป็นไปได้ควรเข้าพบลูกค้าหรือผู้มุ่งหวังในเส้นทางเดียวกันเพื่อประหยุดเวลา
  • ใช้เครื่องมือสื่อสารในการติดต่อ
  • สร้างนิสัยชอบทำงานแต่เนิ่นๆ
  • นัดหมายลูกค้าผู้มุ่งหวังไว้ก่อน เพื่อป้องกันการสูญเสียเวลาในการเข้าพบ และเดินทางไปหา

การวางแผนมิได้หมายความว่า เมื่อมีแผนแล้ววางได้ดูเฉยๆ เท่านั้น แต่แผนทางที่ดีจะต้องตรวจสอบแผน ลงมือทำตามแผน และปรับปรุง เพื่อให้งานบรรลุตามแผน

บริหารเวลาสำหรับนักขาย

แผนการตลาด13

ขอแนะนำการวางเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายสำหรับนักขายดังนี้

  • พิจารณาเป้าหมายรวมต่อปี
  • แบ่งแยกเป้าหมาย
  • พิจารณาอัตราถัวเฉลี่ยจากยอดขายในอดีต
  • ตรวจสอบว่าจะต้องพบผู้มุ่งหวังกี่ราย

เวลาเป็นของมีค่า เมื่อมันล่วงไปแล้วมันจะไม่กลับมาอีก ถ้าเรามีโอกาสใช้มันให้เป็นประโยชน์แล้วเราไม่ใช้ มันก็น่าเสียดาย ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ละคนก็ใช้เวลาในแต่ละวันตามหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละคน โดยเฉพาะชีวิตในเมือง ที่มีแต่ความเร่งด่วน และ การแข่งขันสูง เวลาเดินทางที่รถติด ถ้าเราใช้ไม่เป็น ก็เหมือนกับทำของมีค่าหล่นหาย บางคนคิดว่าตัวเองเก็บไว้อย่างดีแล้ว … มีบางคนพูดไว้อย่างน่าคิดว่า เวลาคือของขวัญ เพราะเหตุนี้จึงเรียกปัจจุบันว่า ‘Present’ ดังนั้นการจัดการกับ “เวลา” จึงต้องเรียน ฝึกฝน และปฏิบัติอย่างอัตโนมัติ ให้เป็นนิสัย

วางแผนงานให้บรรลุเป้าหมาย

การตลาด16

ข้อจำกัดของการวางแผน (Limit of Planning) แม้การวางแผนจะมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานทุกระดับ แต่การวางแผนก็ยังมีข้อจำกัด ซึ่งจะทำให้แผนด้อยประสิทธิภาพลง ข้อจำกัดเหล่านั้น ได้แก่

  • ความแม่นตรงถูกต้องของข้อมูลในอนาคต ดังที่กล่าวแล้วจากกระบวนการวางแผนว่าจะต้องเริ่มจากการศึกษาสภาวะแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้ทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งภายใน ตลอดจนโอกาสและอุปสรรคที่เกิดขึ้นและมีอิทธิพลต่อ องค์กรจากภายนอก เพื่อนมาใช้เป็นสมมุติฐานสำหรับการพยากรณ์หรือการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต สำหรับการวางแผนและการตัดสินใจทางการบริหาร ถ้าผลของการคาดเดามีความแม่นตรง ถูกต้อง องค์กรก็จะมีสิทธิที่จะยืนหยัดอยู่ในยุทธจักรธุรกิจได้อย่างสง่าผ่าเผยและภาคภูมิใจ แต่ถ้าการพยากรณ์ หรือการคาดเดาผิดความแม่นตรง ก็จะก่อให้เกิดผลเสียต่อการบริหารและการดำเนินงาน
  • กีดกั้นความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ กระบวนการวางแผนทั้งหลายมักกระทำขึ้นโดยผู้บริหารแล้วจึงนำไปบังคับให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติตามแผนโดยเคร่งครัดโดยไม่มีการแสดงความคิดเห็นจึงเท่ากับเป็นการปิดกั้นความคิดของผู้ปฏิบัติ
  • ก่อให้เกิดปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในสถานการณ์ฉุกเฉินควรจะต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว แต่การวางแผนจำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้น ในสถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดการล่าช้า
  • เสียค่าใช้จ่ายสูง
  • คุณค่าของแผนมีจำกัด ในกรณีที่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งทำให้แผนที่เคยถูกกำหนดไว้และยังไม่บรรลุจุดประสงค์ในทางปฏิบัติต้องถูกยกเลิก

การวางแผนการขาย

แผนการตลาด4

นักขายจึงควรรู้วิธีการวางแผน โดยเป็นแผนการซึ่งสามารถที่จะนำไปสู่การปฏิบัติงานในสนามการขายได้ ซึ่งจะนำเสนอดังต่อไปนี้

  1. วางแผนในการหาลุกค้า หรือผู้มุ่งหวัง

โดยการวางแผนเข้าพบเข้าเยี่ยม หรือเสนอขายลูกค้าใน 3 ประการคือ

  • แผนการเยี่ยมเยียน ติดตาม หรือบริการลูกคาเก่า
  • แผนการพบผู้มุ่งหวังรายใหม่เพื่อสร้างโอกาสในการขาย
  • แผนการเสาะแสวงหารายชื่อใหม่ๆ เก็บไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มุ่งหวัง

ข้อสำคัญในการวางแผนหาลูกค้าหรือผู้มุ่งหวัง คือ

  • ควรเข้าพบลูกค้า หรือผู้มุ่งหวังรายใหม่เป็นอัตราส่วน 3 ต่อ 2 เทียบกับลูกค้า หรือผู้มุ่งหวังรายเดิม
  • ผู้มุ่งหวังหรือลูกค้าทุกรายที่เข้าพบนั้น มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญซ้อนอยู่ในการติดต่อก็คือ การขายให้ได้ หรือการทำให้ซื้อเพิ่ม
  • จัดการตารางการปฏิบัติงานรายสัปดาห์ รายวัน และบัญชีรายชื่อผู้มุ่งหวัง
  1. จัดลำดับความสำคัญของลูกค้า

โดยการวิเคราะห์และคัดเลือกลูกค้าเป้นกลุ่มๆ ตามฐานะ หรือกำลังซื้อของลูกค้า ซึ่งจะต้องจัดลำดับคุณภาพ และความสำคัญของผู้มุ่งหวัง แล้วเลือกพบผู้มุ่งหวัง หรือลูกค้าที่มีกำลังซื้อ หรือฐานะดีเป็นลำดับแรกที่จะเข้าพบหรือเยี่ยมเยียน หรือเสนอขาย

ในเวลาเดียวกันเมื่อมีเวลา ก็ไม่ละเลยที่จะเข้าพบผู้มุ่งหวังรายอื่นๆ ที่เรามีบัญชีรายชื่ออยู่ ทั้งนี้เพื่อเราสามารถขายได้ครอบคลุมทั่วถึงในเขต หรือท้องที่ในการขายของเรา เมื่อมีลูกค้ากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

  1. ตั้งเป้าหมายในการทำงาน

เมื่อเราต้องก้าวเดินไป ไม่ว่าจะย่างเท้าซ้าย หรือเท้าขวาไปข้างหน้าก่อนกันนั้นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่รู้ว่าตนเองควรจะเดินไปทิศทางไหน ดังนั้น วันนี้ เราขอนำเสนอเคล็ด(ไม่)ลับให้ตนเองก่อนการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

  • ลงมือเขียน เริ่มต้นด้วยการลงมือเขียนเป้าหมายที่อยากทำเป็นลายลักษณ์อังษร เพื่อแสดงความตั้งใจ และสร้างข้อผูกมัดให้ทำให้สำเร็จ เราเชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกิน ถ้าเราตั้งใจลงมือทำ ไม่แน่ความสำเร็จอาจไม่ไกลเกินเอื้อมคุณก็ได้
  • ชัดเจนในสิ่งที่ทำ เวลาคิดเป้าหมาย ขอให้คิดเฉพาะเจาะจงเข้าไว้ สิ่งที่คิดต้องมีความเป็นไปได้ และเป็นไปในทางสร้างสรรค์ มุ่งไปให้ชัดเจนในสิ่งที่จะทำ ไม่ใช่สิ่งที่ขาดตกบกพร่อง ไร้ความสามารถ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ชอบ
  • คิดสิ่งที่ดีๆ คิดถึงผลดีเข้าไว้เพื่อจูงใจตัวเอง ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ดีๆ ที่จะได้รับเมื่อทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ ซึ่งจะย้ำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญกับตัวเองมากขึ้น และสมมติความรู้สึกดูว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าทำในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ได้สำเร็จ
  • ตั้งเป้าหมายให้สูงเข้าไว้ อย่าตั้งเป้าหมายให้ต่ำเกินไป อย่ากลัวที่จะล้มเหลว หรือเพียงเพราะว่าไม่อยากที่จะเหนื่อยเกินไป ลองตั้งให้เกินความคาดหมายไปสักเล็กน้อย แต่อยากมากจนไม่มีหวังเลย เพราะนั้นเท่ากับว่าไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
  • วิเคราะห์ว่ามีอุปสรรคใดบ้าง ให้พิจารณาทางเลือกและอุปสรรคมีอะไรบ้างที่จะทำให้เป้าหมายที่ไว้นั้นสำเร็จด้วยดี และวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา อะไรที่จะเข้ามาขัดขวาง สร้างปัญหา คุณลองถามตัวเองด้วยเหตุผลเหล่านี้เพื่อให้แน่ใจ
  • ลำดับความสำคัญก่อน – หลัง เมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้ว ให้จัดลำดับความสำคัญ และไล่เรียงสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับก่อน – หลัง อย่างไรก็ตาม ควรวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนอย่างละเอียด รวมถึงคิดแผนสำรองเผื่อมีปัญหาเกิดขึ้นด้วย
  • เตรียมตัวให้พร้อม ถามตัวเองว่ามีทักษะ ความรู้ ความสามารถอะไรอยู่แล้วบ้าง และมีอะไรเพื่อที่จะเสริมเข้าไปอีก มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง วิจารณ์และประเมินตัวเองด้วยความเป็นจริง
  • กำหนดเงื่อนไขเวลา ระบุวันที่ที่จะต้องทำเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้สำเร็จ ถ้าไม่กำหนด เราก็คงจะไม่รู้ว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่

สุดท้ายนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อคุณลงมือทำ และปฏิบัติอย่างจริงจัง อย่าผัดวันประกันพรุ่งโดยเด็ดขาด

กลยุทธ์การขายที่ดีควรมีลักษณะ

แผนการตลาด11

กลยุทธ์การขายที่ดีควรมีลักษณะต่างๆ ดังนี้

  1. บอกแนวทางบรรลุเป้าหมาย
  2. บอกวิธีก้าวจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง
  3. สร้างโอกาส หรือความสามารถแข่งขัน
  4. ใช้ได้ในทางปฏิบัติ

กระบวนการวางแผนกลยุทธ์การขาย

กระบวนการวางแผนกลยุทธ์การขายต้องคำนึงถึงหัวใจหลัก 5 ประการ ดังนี้

  1. วิเคราะห์ลูกค้า
  2. วิเคราะห์ช่องทางหรือโอกาสในการขาย
  3. กำหนดยุทธวิธีในการขาย
  4. กำหนดแผนปฏิบัติ
  5. ปรับเปลี่ยนแผน